ABOUT 2017-08-26T08:34:47+00:00

การจัดการเรียนรู้ตามแนวทฤษฎีการเรียนรู้เพื่อสร้างสรรค์ด้วยปัญญา (Constructionism)

โรงเรียนบ้านสันกำแพง อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่

ทฤษฎี CONSTRUCTIONISM

  • ทฤษฎีการเรียนรู้ที่เน้นให้ผู้เรียนเป็นผู้สร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง

  • ให้ผู้เรียนลงมือสร้างสิ่งของหรือทำกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยตนเอง
  • เชื่อมโยงสิ่งที่รู้แล้วกับสิ่งที่ผู้เรียนกำลังเรียน
  • เปิดโอกาสให้มีการนำเสนอความคิด ผลงาน ผลการวิเคราะห์กระบวนการเรียนรู้ของตนเอง เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเพื่อน
  • ให้เวลาในการทำงานอย่างต่อเนื่อง
  • การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ สื่อและวิธีการต่างๆ เป็นเครื่องมือ กระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ และนำเสนอผลการเรียนรู้ของตนเอง

ความเป็นมาของทฤษฎี Constructionism

ทฤษฎี Constructionism เป็นทฤษฎีการเรียนรู้ที่เน้นให้ผู้เรียนเป็นผู้สร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง พัฒนาขึ้นโดย Professor Seymour Papert แห่ง M.I.T. (Massachusette Institute of Technology) สหรัฐอเมริกา โดยพัฒนามาจากทฤษฎี Constructivism ของ Piaget

ความเป็นมา Constructionism ในโรงเรียนบ้านสันกำแพง

ปีการศึกษา 2542 โรงเรียนบ้านสันกำแพงได้ส่งบุคลากรจำนวน 6 คน ไปร่วมอบรมแนวคิดการเรียนรู้เพื่อสร้างสรรค์ด้วยปัญญาโดยใช้โปรแกรม Microworlds Pro ที่ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน จังหวัด ลำปาง ทำให้บุคลากรของโรงเรียนบ้านสันกำแพงมีแนวคิดและตระหนักถึงการพัฒนานักเรียนในการใช้เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ โดยนำมาขยายผลให้แก่ตัวแทนนักเรียนจำนวน 40 คน (ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 -6) โดยใช้ห้องคอมพิวเตอร์ Learning Lab ที่มูลนิธิไทยคมให้การสนับสนุน ผลจากการเรียนรู้ นักเรียนมีความสามารถใช้เทคโนโลยีและเรียนรู้อย่างมีความสุข

ปีการศึกษา 2543 ได้เริ่มการจัดการเรียนรู้บูรณาการตามแนวทฤษฎี Constructionism ในชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/5 โดยมูลนิธิไทยคมและมูลนิธิศึกษาพัฒน์ให้การสนับสนุนคอมพิวเตอร์ในห้องเรียน จำนวน 5 เครื่อง พร้อมอัตราจ้างผู้ช่วยครู จำนวน 3 คน เพื่อเป็น facilitator ให้แก่นักเรียนในการเรียนรู้ในลักษณะ Project based Learning และใช้เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรูู้เมื่อสิ้นปีการศึกษา นักเรียนจัดนิทรรศการนำเสนอผลงานจากการเรียนรู้และประชาสัมพันธ์ให้ผู้ปกครองได้รับทราบ ทำให้ผู้ปกครองมีความพึงพอใจการจัดการเรียนรู้ของนักเรียนที่เข้าร่วมกิจกรรม อีกทั้งเกิดครูเครือข่ายที่มีความสนใจในการจัดกิจกรรมตามแนวทฤษฎีดังกล่าว

ปีการศึกษา 2544 ขยายการจัดกิจกรรมการเรียนรู้บูรณาการไปสู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/5 และ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/5 รวม 3 ห้องเรียน

ปีการศึกษา 2545 ขยายการจัดกิจกรรมการเรียนรู้บูรณาการไปสู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/5 – 6/5 รวม 5 ห้องเรียน

ปีการศึกษา 2546 – 2547 ขยายการจัดกิจกรรมการเรียนรู้บูรณาการไปสู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/5 – 6/5 และชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/4 – 6/4 รวม 10 ห้องเรียน

ปีการศึกษา 2548 – 2550 ขยายการจัดกิจกรรมการเรียนรู้บูรณาการไปสู่ทุกห้องเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1- 6 จำนวน 36 ห้องเรียน โดยมีผู้ช่วยครูห้องละ 1 คน มีนักศึกษาจากมหาวิทยาลัย เชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยราชภัฏ ร่วมเป็น facilitator ในชั้นเรียน

ปีการศึกษา 2551 ได้ทดลองจัดกิจกรรมการเรียนรู้บูรณาการ 2 รูปแบบคือ
แบบที่ 1 จัดทีมผู้ช่วยครูทีมละ 3 คน ร่วมจัดกิจกรรมการเรียนรู้บูรณาการกับครูประจำชั้นทุกห้องเรียน โดยแบ่งเป็น 6 ทีมตามสายชั้นเรียน
แบบที่ 2 มีผู้ช่วยครูห้องละ 1 คน จำนวน 6 ห้อง ได้แก่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/6 – 6/6 จัดการเรียนรู้โดยใช้คอมพิวเตอร์แบบพกพา ( OLPC ) เป็นสื่อในการสร้างองค์ความรู้ของนักเรียน จำนวน 300 เครื่อง ห้องละ 50 เครื่อง และขยายผลการใช้เครื่อง OLPC ในช่วงพักกลางวัน ทุกวันโดยนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/6 เป็น facilitator ให้กับชั้นเรียนอื่นโดยถ่ายทอดเทคโนโลยีและแลกเปลี่ยนเรียนรู้สัปดาห์ละ 1 ห้องเรียน โดยเน้นการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์พกพา (OLPC) และคอมพิวเตอร์ เพื่อการสืบค้น เรียนรู้ สร้างองค์ความรู้และสรุปพร้อมนำเสนอด้วยโปรแกรม Scratch จนได้รับรางวัลระดับเขตพื้นที่การศึกษาเชียงใหม่ เขต 1 และระดับภาคเหนือ ในการแข่งขันเกมสร้างสรรค์ของนักเรียน

ปีการศึกษา 2552 -2554 จัดการเรียนรู้ แบบบูรณาการโดยใช้โครงงานเป็นฐาน ( Project based Learning ) ตามแนวทฤษฎี Constructionism แต่ละห้องเรียนมีครูประจำชั้น 1 คน และผู้ช่วยครู 1 คน ร่วมกันจัดกิจกรรม

ปีการศึกษา 2554 ได้สรุปเป็น Best Practice 5 ขั้นตอนตามแนวทฤษฎี Constructionism ( 5 Steps to Constructionism ) ดังนี้

ขั้นที่ 1 จุดประกายความคิด (Sparkling)
ขั้นที่ 2 สะกิดให้ค้นคว้า (Searching)
ขั้นที่ 3 นำพาสู่การปฏิบัติ (Studying )
ขั้นที่ 4 จัดองค์ความรู้ ( Summarizing)
ขั้นที่ 5 นำเสนอควบคู่การประเมิน ( Showing and Sharing)

นำไปใช้ในทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้และกิจกรรมบูรณาการ เน้นการใช้คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือเพื่อการเรียนรู้ สรุปองค์ความรู้ นำเสนอผลงานโดยจัดนิทรรศการนำเสนอผลงานแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียนทุกภาคเรียน ทั้งนี้ครู นักเรียน ชุมชน กรรมการสถานศึกษา ผู้ปกครองมีส่วนร่วมในการประเมินผลการประกวดโครงงานของนักเรียน

หลักการของทฤษฎี Constructionism

มีหลักการสำคัญดังนี้ (สุชิน เพ็ชรักษ์, 2548 : 31 – 34)

1. หลักการที่ผู้เรียนสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง หลักการเรียนรู้ตามทฤษฎีConstructionism คือ การให้ผู้เรียนลงมือสร้างสิ่งของหรือประกอบกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยตนเอง ได้ปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมภายนอกที่มีความหมาย ซึ่งจะรวมถึงปฏิกิริยาระหว่างความรู้ในตัวของผู้เรียนเองกับประสบการณ์และสิ่งแวดล้อมภายนอก สามารถเชื่อมโยงและสร้างเป็นองค์ความรู้ใหม่

2. หลักการที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้ หลักการตามทฤษฎี Constructionism ครูต้องจัดบรรยากาศการเรียนการสอนที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนลงมือปฏิบัติกิจกรรมการเรียนด้วยตนเอง โดยมีทางเลือกที่หลากหลายและเรียนรู้อย่างมีความสุข สามารถเชื่อมโยงความรู้ระหว่างความรู้ใหม่กับความรู้เก่าได้ ส่วนครูทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยและคอยอำนวยความสะดวก

3. หลักการเรียนรู้จากประสบการณ์และสิ่งแวดล้อม หลักการนี้เน้นให้เห็นความสำคัญของการเรียนรู้ร่วมกัน ทำให้ผู้เรียนเห็นว่าคนเป็นแหล่งความรู้อีกแหล่งหนึ่งที่สำคัญ การสอนตามทฤษฎี Constructionism เป็นการจัดประสบการณ์เพื่อเตรียมคนออกไปเผชิญโลก ถ้าผู้เรียนเห็นว่าคนเป็นแหล่งความรู้สำคัญและสามารถแลกเปลี่ยนความรู้กันได้ เมื่อจบการศึกษาออกไปก็จะปรับตัวและทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

4. หลักการใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือ หลักการนี้เน้นการใช้เทคโนโลยีแสวงหาความรู้จากแหล่งความรู้ต่างๆ ด้วยตนเอง เป็นผลให้เกิดพฤติกรรมที่ฝังแน่นเมื่อผู้เรียน เรียนรู้ว่าจะเรียนรู้ได้อย่างไร (Learning how to Learn)

หลักการของทฤษฎี Constructionism เป็นการเรียนรู้ที่เน้นให้ผู้เรียนลงมือปฎิบัติหรือสร้างสิ่งที่มีความหมายกับตนเอง ดังนั้นเครื่องมือที่ใช้ต้องมีลักษณะเอื้อต่อการให้ผู้เรียนนำมาสร้างเป็นชิ้นงานได้สำเร็จ ตอบสนองความคิดและจินตนาการของผู้เรียน กล่าวโดยสรุปก็คือ เครื่องมือทุกชนิดที่สามารถทำให้ผู้เรียนสร้างงานหรือลงมือปฎิบัติด้วยตนเองได้เป็นเครื่องมือที่สอดคล้องตามหลักการทฤษฎี Constructionism

2. การจัดการเรียนรู้ตามทฤษฎี Constructionism

การจัดการเรียนรู้ตามทฤษฎี Constructionism เป็นนวัตกรรมด้านการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนากระบวนการคิดของผู้เรียนและนำเสนอผ่านผลงานที่จัดทำ ดังนั้นครูผู้สอนต้องดำเนินการจัดการเรียนรู้ดังนี้ (สุชิน เพ็ชรักษ์, 2548 : 3 – 4)

1. เชื่อมโยงสิ่งที่รู้แล้วกับสิ่งที่ผู้เรียนกำลังเรียน
2. การให้โอกาสผู้เรียนเป็นผู้ริเริ่มทำโครงการที่ตนเองสนใจ
3. เปิดโอกาสให้มีการนำเสนอความคิด ผลงาน ผลการวิเคราะห์กระบวนการเรียนรู้ของตนเองเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเพื่อน
4. ให้เวลาทำงานอย่างต่อเนื่อง

ในการจัดการเรียนรู้ตามทฤษฎี Constructionism ครูเป็นบุคคลสำคัญที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงทัศนคติ ความเชื่อ ดังนี้

1. ต้องไม่ถือว่า ครูเป็นผู้รู้แต่ผู้เดียว ผู้เรียนต้องเชื่อตามที่ครูบอก แต่ครูต้องตระหนักว่าตนเองมีความรู้ที่จะช่วยเหลือนักเรียนเท่าที่จะช่วยได้ ดังนั้นครูจึงไม่อับอายผู้เรียนที่จะพูดว่า “ ครูก็ยังไม่ทราบ พวกเรามาช่วยกันหาคำตอบดูซิ ”

2. ต้องพยายามให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเองมากที่สุด อดทนและปล่อยให้นักเรียนประกอบกิจกรรมด้วยตนเอง อย่ารีบบอกคำตอบ ควรช่วยเหลือแนะนำผู้เรียนที่เรียนช้าและเรียนเร็วให้สามารถเรียนไปตามความสามารถของตนเองให้มากที่สุด

3. ไม่ควรถือว่า “ ผู้เรียนที่ดีต้องเงียบ ” แต่ครูควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้พูดคุยแลกเปลี่ยน
ความคิดเห็นซึ่งกันและกัน

4. ต้องไม่ถือว่าการที่ผู้เรียนเดินไปเดินมาในการทำกิจกรรมการเรียนรู้เป็นการแสดงถึงความไม่มีระเบียบวินัย แต่ต้องคิดว่าการเดินไปเดินมาเป็นกระบวนการหนึ่งที่ช่วยให้การเรียนรู้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง และช่วยทำให้ผู้เรียนไม่เบื่อหน่ายต่อการเรียน

5. ไม่ควรยึดติดกับหลักสูตรมากเกินไป ไม่ควรจะยัดเยียดเนื้อหาที่ไม่จำเป็นให้กับผู้เรียน ควรคิดว่าการให้เนื้อหาที่จำเป็นแม้จะน้อยอย่างก็ยังดีกว่าสอนหลายๆอย่าง แต่ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้น้อยมากหรือนำความรู้ที่เรียนไปประยุกต์ใช้ไม่ได้

6. การจัดตารางสอนควรจัดให้ยืดหยุ่น เหมาะสมกับเวลาที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ลงมือปฎิบัติกิจกรรมภายในเวลาที่เหมาะสมไม่มากหรือน้อยไป

บรรณานุกรม

สุชิน เพ็ชรักษ์. รายงานการวิจัย เรื่อง การจัดกระบวนการเรียนรู้เพื่อสร้างสรรค์ด้วยปัญญาในประเทศไทย.พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว, 2548

S1 จุดประกายความคิด
(Sparkling)

กระตุ้นให้นักเรียนใฝ่เรียนรู้  มีกระบวนการคิด รู้จักการเลือกใช้ข้อมูลให้เหมาะสมกับบริบทของตนเอง
.

S2 สะกิดให้ค้นคว้า
(Searching)

เพื่อให้นักเรียนนำข้อมูลมาวางแผน และแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบและความถนัดของแต่ละบุคคลในกลุ่ม มีกระบวนการทำงานอย่างเป็นขั้นตอน รู้จักทำงานเป็นกลุ่ม

S3 นำพาสู่การปฏิบัติ
(Studying)

นักเรียนสามารถทำงานด้วยตนเอง ปฏิบัติจริง และแก้ปัญหาได้
.
.

S4 จัดองค์ความรู้
(Summarizing)

นักเรียนสามารถนำเสนอองค์ความรู้ กระบวนการจากการเรียนรู้และปฏิบัติจริงผ่านสื่อต่างๆและสื่อเทคโนโลยี เช่น กล้องดิจิตอล โปรแกรม Movie Maker หนังสือเล่มเล็ก ตามความสนใจ
.

S5 นำเสนอควบคู่การประเมิน
(Showing and Sharing)

นักเรียนแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ประสบการณ์จากการเรียนรู้ อภิปรายเพื่อซักถาม เสนอแนะความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ เพื่อนำไปพัฒนาผลงาน การมีส่วนร่วมในการประเมินผลงานและให้คะแนนเพื่อนกลุ่มอื่นๆ ชุมชน ผู้ ชุมชน ผู้ปกครองมีส่วนร่วมในการ ประเมิน

กลับหน้าเมนู